Custom Search

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่







อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เขาใหญ่ หลายคนอาจคิดว่าในฤดูฝนคงไม่มีสถานที่ที่น่าเที่ยวสักเท่าไหร่ เพราะว่ามองไปทางไหนก็ดูจะเฉอะแฉะไปซะทุกที่ แต่ว่าเมืองไทยไม่ว่าจะร้อน ฝน หนาว ก็เที่ยวได้ อีกทริปที่พลาดไม่ได้ กับเหล่านักผจญภัย.... เขาใหญ่ ซึ่งห่างจากกรุงเทพไม่มากนัก เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็ใหญ่สมชื่อจริง ๆ เพราะว่าครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 จังหวัด ด้วยกัน คือ สระบุรี นครนายก นครราชสีมา และปราจีนบุรี หรือที่เรียกว่า (หัวหิน) เพราะอยู่ใกล้ ๆ กัน มีเนื้อที่ถึง 1 ล้าน 3 แสนกว่า ไร่

เขาใหญ่นับเป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนหลายลูก และเป็นป่าที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นป่าดงดิบชื้น และมีพืชพรรณที่หลากหลายและมีน้ำตกมากกว่า 20 แห่ง เส้นทางเดินป่าบนเขาใหญ่ก็มีถึง 13 เส้นทาง ด้วยกัน แต่ว่าแต่ละเส้นทางก็มีความยากง่าย ระยะทางและเวลาการเดินทางที่ต่างกันด้วย แต่ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเส้นทางครับ สำหรับนักเดินป่ามือใหม่ ท่านสามารถติดต่อกับทางอุทยานเพื่อให้เจ้าหน้าที่นำทางได้งั้น ผมจะแนะนำ สถานที่ท่องเที่ยวเลยนะครับ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จุด Highlight เลยครับ เพราะว่าที่นี่ ขึ้นชื่อมาก ๆ เลย
ถ้าคนไหนไม่รู้จัก คงจะเย่แน่เลย และ สวนไม้เมืองพร อำเภอ สี่คิ้ว ที่นี่มีดอกไม้ มากมาย มีสวย ๆ ให้เลือกชม รับรองได้เลย ว่ามาแล้วไม่เสียเที่ยวแน่นอนงั้น ชมรูปก่อนได้นะครับ







ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพทั่วๆ ไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งสูงโดดเด่นขึ้นมาจากที่ราบภาคกลางแล้วก่อตัวเป็นแนวเขตของที่ราบสูงโคราช มีเขาร่มเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร เขาแหลมสูง 1,326 เมตร เขาเขียวสูง 1,292 เมตร เขาสามยอดสูง 1,142 เมตร เขาฟ้าผ่าสูง 1,078 เมตร เขากำแพงสูง 875 เมตร เขาสมอปูนสูง 805 เมตร และเขาแก้วสูง 802 เมตร ซึ่งวัดความสูงจากระดับน้ำทะเลเป็นเกณฑ์ และยังประกอบด้วยทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ด้านทิศเหนือและตะวันออกพื้นที่จะลาดลง ทางทิศใต้และตะวันตกเป็นที่สูงชันไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารที่สำคัญถึง 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก อยู่ในพื้นที่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการเกษตรกรรมและระบบทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคนี้ แม่น้ำทั้ง 2 สายนี้ มาบรรจบกันที่จังหวัดฉะเชิงเทรา กลายเป็นแม่น้ำบางปะกงแล้วไหลลงสู่อ่าวไทย แม่น้ำลำตะคองและแม่น้ำพระเพลิง อยู่ในพื้นที่ทางทิศเหนือ ไหลไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของที่ราบสูงโคราช ไปบรรจบกับแม่น้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคอีสานตอนล่างไหลลงสู่แม่น้ำโขง ห้วยมวกเหล็ก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำไหลตลอดทั้งปีและให้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปศุสัตว์ของภูมิภาคนี้ ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอมวกเหล็ก



ลักษณะภูมิอากาศ

ด้วยสภาพป่าที่รกทึบและได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทำให้เกิดฝนตกชุกตามฤดูกาล อากาศไม่ร้อนจัดและหนาวจัดจนเกินไป จัดอยู่ในประเภทเย็นสบายตลอดทั้งปี เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวและประกอบกิจกรรมนันทนาการชนิดต่างๆ อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 23 องศาเซลเซียส

ฤดูร้อน แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าวกว่าในที่อื่น แต่ที่เขาสูงบนเขาใหญ่อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อน เล่นน้ำในลำธารและนำอาหารไปรับประทาน ไม้ป่ามีดอกหลากสีบานสะพรั่งบ้างออกผลตามฤดูกาล

ฤดูฝน เป็นช่วงหนึ่งของปีที่สภาพบนเขาใหญ่ชุ่มฉ่ำ ป่าไม้ทุ่งหญ้าเขียวขจีสดสวย น้ำตกทุกแห่งไหลแรงส่งเสียงดังก้องป่าให้ชีวิตชีวาแก่ผู้ไปเยือน แม้การเดินทางจะลำบากกว่าปกติแต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ไม่ลดน้อยลงเลย

ฤดูหนาว ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นฤดูที่นิยมไปเขาใหญ่มากที่สุด ท้องฟ้าสีครามแจ่มใสตัดกับสีเขียวขจีของป่าไม้ พยับหมอกที่ลอยเอื่อยไปตามทิวเขา ดวงอาทิตย์กลมโตอยู่เบื้องหน้าไกลโพ้น อากาศหนาวเย็นในเวลากลางคืน แต่รุ่งเช้าของวันใหม่จะพบกับธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างไปจากเมื่อวานอีกแบบหนึ่ง



พืชพรรณและสัตว์ป่า

สภาพป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แบ่งออกๆได้เป็น ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ป่าเบญจพรรณแล้ง ลักษณะของป่าชนิดนี้อยู่ทางด้านทิศเหนือ ซึ่งมีระดับความสูงระหว่าง 200-600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วยไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ เช่น มะค่าโมง ประดู่ ตะแบก ตะเคียนหนู แดง นนทรี ซ้อ ปออีเก้ง สมอพิเภก ตะคล้ำ เป็นต้น พืชชั้นล่างมีไม้ไผ่และหญ้าต่างๆ รวมทั้งกล้วยไม้ด้วย ในฤดูแล้งป่าชนิดนี้จะมีไฟลุกลามเสมอ และตามพื้นป่าจะมีหินปูนผุดขึ้นอยู่ทั่วๆ ไป

ป่าดงดิบแล้ง ลักษณะป่าชนิดนี้มีอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ราบลูกเนินในระดับความสูง 200-600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไม้ชั้นบน ได้แก่ ยางนา พันจำ เคี่ยมคะนอง ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะแบก สมพง สองสลึง มะค่าโมง ปออีเก้ง สะตอ ซาก และคอแลน เป็นต้น ไม้ยืนต้นชั้นรองมี กะเบากลัก หลวงขี้อาย และกัดลิ้น เป็นต้น พืชจำพวกปาล์ม เช่น หมากลิง และลาน พืชชั้นล่างประกอบด้วยพืชจำพวกมะพร้าว นกคุ้ม พวกขิง ข่า กล้วยป่า และเตย เป็นต้น

ป่าดงดิบชื้น ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าที่อยู่ในระดับความสูง 400-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จะมีชนิดไม้คล้ายคลึงกับป่าดงดิบแล้ง เพียงแต่ว่าไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ยางกล่อง ยางขน ยางเสี้ยน และกระบาก โดยเฉพาะพื้นที่ถูกรบกวนจะพบ ชมพูป่าและกระทุ่มน้ำขึ้นอยู่ทั่วไป พรรณไม้ผลัดใบ เช่น ปออีเก้ง สมพง และกว้าว แทบจะไม่พบเลย บริเวณริมลำธารมักจะมีไผ่ลำใหญ่ๆ คือ ไผ่ลำมะลอกขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ป่าดิบชื้นบนที่สูงขึ้นไปจะมียางปายและยางควน นอกจากไม้ยางแล้วไม้ชั้นบนชนิดอื่นๆ ยังมี เคี่ยมคะนอง ปรก บรมือ จำปีป่า พะดง และทะโล้ ไม้ชั้นรอง ได้แก่ ก่อน้ำ ก่อรัก ก่อด่าง และก่อเดือย ขึ้นปะปนกัน

ป่าดิบเขา ป่าชนิดนี้เกิดอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นบนภูเขาสูง ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป สภาพป่าแตกต่างไปจากป่าดงดิบชื้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เลย พรรณไม้ที่พบเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น พญาไม้ มะขามป้อมดง ขุนไม้ และสนสามพันปี และไม้ก่อชนิดต่างๆ ที่พบขึ้นในป่าดงดิบชื้น นอกจากก่อน้ำและก่อต่างๆ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 600-900 เมตรเท่านั้น ตามเขาสูงจะพบต้นกำลังเสือโคร่งขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม้ชั้นรอง ได้แก่ เก็ดล้าน ส้มแปะ แกนมอ เพลาจังหัน และหว้า พืชชั้นล่าง ได้แก่ ต้างผา กำลังกาสาตัวผู้ กูด และกล้วยไม้ดิน

ทุ่งหญ้าและป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นผลเสียเนื่องจากการทำไร่เลื่อนลอยในอดีต ก่อนมีการจัดตั้งป่าเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติได้มีราษฎรอาศัยอยู่และได้แผ้วถางป่าทำไร่ เมื่อมีการอพยพราษฎรลงไปสู่ที่ราบ บริเวณไร่ดังกล่าวถูกปล่อยทิ้ง ต่อมามีสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาเสียส่วนใหญ่ บางแห่งมีหญ้าแขม หญ้าพง หญ้าขนตาช้างเลา และตองกง และยังมีกูดชนิดต่างๆ ขึ้นปะปนอยู่ด้วย เช่น โขนใหญ่ กูดปี้ด โขนผี กูดงอดแงด และกูดตีนกวาง

เนื่องจากในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีการป้องกันไฟป่าเป็นอย่างดี พื้นที่ป่าหญ้าหรือป่าเหล่านี้จึงไม่ถูกรบกวนจากไฟป่าเลย ดังนั้น จึงมีพันธุ์ไม้เบิกนำจำนวนไม่น้อย แพร่พันธุ์กระจัดกระจายทั่วไป เช่น สอยดาว บรมือ ลำพูป่า เลี่ยน ปอหู ตลงแตบ ฯลฯ ปัจจุบันพื้นที่ป่าทุ่งหญ้าบางแห่งได้กลับฟื้นคืนสภาพเป็นป่าละเมาะบ้างแล้ว

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก ในบางโอกาสขณะขับรถยนต์ไปตามถนน จะสามารถเห็นสัตว์ป่าเดินผ่านหรือออกหากินตามทุ่งหญ้า หรืออาจจะเห็นโขลงช้างออกหากินริมถนน ลูกช้างเล็กๆ ซนและน่ารักมาก บริเวณตั้งแต่ที่ชมวิวกิโลเมตรที่ 30 จนถึงปากทางเข้าหนองผักชี ตลอดจนโป่งต้นไทร ในปัจจุบันถ้าขับรถยนต์ขึ้นเขาใหญ่ทางด่านตรวจเนินหอมข้ามสะพานคลองสามสิบไปแล้ว สามารถเห็นโขลงช้างได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในตอนกลางคืนจากการศึกษาตามโครงการการอนุรักษ์ช้างป่า และการจัดการพื้นที่ป้องกัน (ELEPHANT CONSERVATION AND PROTECTED AREA MANAGMENT) โดย MR. ROBERT J. DOBIAS ภายใต้ความร่วมมือของ WWF และ IUCN ในปี พ.ศ.2527-2528 พบว่า มีจำนวนประมาณ 250 เชือก

สัตว์ป่าที่สามารถพบได้บ่อยๆ และตามโอกาสอำนวย ได้แก่ เก้ง กวาง ตามทุ่งหญ้าทั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังพบ เสือโคร่ง กระทิง เลียงผา หมี เม่น ชะนี พญากระรอก หมาไม้ ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า นกชนิดต่างๆ จำนวน 250 ชนิด จากจำนวนไม่น้อยกว่า 340 ชนิด ที่สำรวจพบอาศัยอยู่บริเวณป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารและที่อาศัยอย่างถาวร นกที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกเงือก นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ นกเงือกทั้ง 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกแก๊ก และนกเงือกสีน้ำตาล ที่พบบนเขาใหญ่นับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักดูนกเป็นอย่างดี เพราะพบเห็นได้ทั่วไป พวกแมลงที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด ที่สวยงามและพบเห็นบ่อยได้แก่ ผีเสื้อ มีรายงานพบกว่า 216 ชนิด

“ข้อมูลภูหลวง” ประวัติความเป็นมา










“ข้อมูลภูหลวง” ประวัติความเป็นมา
ภูหลวงมีความหมายว่าเขาที่สูงใหญ่หรือมีความหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ นับเป็นสิริมงคลนามที่บรรพบุรุษได้ตั้งชื่อไว้ เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลก และดินส่วนที่อ่อนถูกพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ คงเหลือหินซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนที่แข็งไว้เป็นภูเขา
ที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงถูกกำหนดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18ธันวาคม พ.ศ. 2517 มีเนื้อที่ประมาณ 848 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 530,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และกิ่งอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย และได้มีการกำหนดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534 เนื่องจากมีการผนวกพื้นที่เพิ่มเติมและเพิกถอนพื้นที่บางส่วน มีเนื้อที่ประมาณ 897 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 560,593 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงใหญ่แนวเขตเริ่มจากระดับความสูงมาตรฐานปานกลางระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร ถึงยอดสูงสุดของภูหลวง 1,571 เมตร เทือกเขาซีกตะวันออกมีลักษณะเป็นภูเขาลูกใหญ่มีที่ราบบนหลังเขาระดับความสูง 1,200-1,500 เมตร เนื้อที่ประมาณ 100 กม.เทือกเขาซีกตะวันตกเป็นภูเขาลูกเล็ก ๆ ตั้งชันสลับซับซ้อนเป็นลูกคลื่นระดับความสูง 600-800 เมตร

ลักษณะภูมิอากาศ

ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียส

ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิสูงกว่าฤดูร้อนเล็กน้อยหรือใกล้เคียงกัน

ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกรกฎาคม อากาศหนาวจัดอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 8-16 องศาเซลเซียส โดยปกติแล้วในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมจะมีอุณหภูมิลดลงถึง 4-6 องศาเซลเซียส อยู่หลายวันและบางปีอุณหภูมิจะลดต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็ง


ชนิดป่าและพรรณไม้
ป่าไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงแบ่งได้ดังนี้

ป่าดงดิบชื้น (Tropical Forest) เป็นป่าดงดิบที่อยู่ในระดับความสูง 400-800 เมตร พรรณไม้ส่วนใหญ่ไม่ผลัดใบ ชนิดไม้ที่ขึ้นอยู่ ได้แก่ พะวา ชะม่วง มะไฟป่า ตังหน เลือดควาย แซะ แดงน้ำ มะหาด กาลพฤกษ์ สมุย ค้อ ส้าน บุนนาค ราชพฤกษ์ ชมพู่ป่า ตะโก คายโซ่ ลำใยป่า มะค่าโมง ประดู่ ตะเคียนหิน เป็นต้น

ป่าดงดิบเขา (Hill Evergreen Forest) เป็นป่าดงดิบที่อยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป ชนิดไม้ที่ขึ้นอยู่มี ยางควน สนทก่อแดง บุนนาค มะหาด สนแผง สนหางกระรอก ข่าต้นอบเชย ตะไคร่ต้น ก่วมแดง กระทุ่ม ซ้อ ทะโล้ ค่าขี้หมู เป็นต้น

ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduos Forest) พบป่าชนิดนี้ทางด้านตะวันออกท้องที่อำเภอ วังสะพุง และกิ่งอำเภอภูหลวง ไม้ที่ขึ้นอยู่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ประดู่ มะค่าโมง แดง ยาง กะบก ตีนนก ตะแบกใหญ่ เป็นต้น

ป่าเต็งรัง (Dry Dipterocarp Forest) พบป่าชนิดนี้เป็นส่วนน้อยในท้องที่อำเภอวังสะพุง และอำเภอด่านซ้าย ไม้ที่ขึ้นอยู่ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง ประดู่ ตระคร้อ ติ้ว มะขามป้อม รัก ตีนนก กะโน แค เป็นต้น

ป่าสนเขา (Coniferous Forest) พบป่าชนิดนี้ในที่ราบบนหลังเขาเป็นกลุ่ม ๆ กระจายอยู่ทั่วไป สนที่ขึ้นอยู่ส่วนมากเป็นสนสามใบ (Pinus khasya) ส่วนสนสองใบ ( Pinus Merkusii ) พบขึ้นกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยไม่หนาแน่น

ป่าไม้พุ่ม (Bush Forest) พื้นที่ดินของป่าชนิดนี้มักจะตื้นมีหินผุดโผล่ขึ้นทั่วไป พบป่าชนิดนี้ในที่ราบบนสันเขา พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ ได้แก่ กุหลาบขาว กุหลาบแดง ส้มแปะ ประทัดแดง เง่าน้ำทิพย์ สนสร้อย และก่อดำ เป็นต้น

ทุ่งหญ้า (Savannah) เป็นทุ่งหญ้าคา พบอยู่ในที่ราบบนหลังเขาทั่วไป

สัตว์ป่า

สัตว์ป่าสงวน มีเหลืออยู่ 1 ชนิด คือ เลียงผา
สัตว์ป่าคุ้มครอง มีช้าง กระทิง เสือโคร่ง เสือปลา กวางป่า หมีควาย อีเก้ง หมูป่า กระจง อีเห็นชนิดต่าง ๆ เม่นใหญ่ เม่นหางพวง หนูหริ่ง ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ป่า นกกางเขนน้ำ และนกอื่น ๆ ประมาณ 130 ชนิด เป็นต้น

จุดเด่นที่น่าสนใจ

อุณหภูมิของอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงใกล้ถึงจุดเยือกแข็งหรือต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเกือบทุกปี

เป็นแหล่งที่มีพืชพรรณไม้ในที่สูงที่อุดมสมบูรณ์มาก มีกล้วยไม้ป่ามากกว่า 160 ชนิด มีพืชพรรณ ไม้ที่หายากหรือมีที่ภูหลวงเพียงแห่งเดียวหรือพืชพรรณไม้ที่ไม่ค่อยจะพบเห็น

สวนหินธรรมชาติที่ประกอบด้วยพืชพรรณไม้ดอกกล้วยไม้และพืชชั้นต่ำ เช่นลานสุริยัน และป่าหินภูเขา

หน้าผาที่สูงชันและทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น ผาสมเด็จ ผาเยือง และผาโหล่นแต้

ทุ่งดอกไม้ป่าที่สมบูรณ์และสวยงาม เช่นทุ่งกุหลาบแดง ทุ่งกุหลาบขาว

รอยเท้าไดโนเสาร์ ที่มีอายุประมาณ 120 ล้านปี

น้ำตกที่ตกจากหน้าผาที่สูงประมาณ 60 เมตร เช่นน้ำตกตาดเลย


สิ่งอำนวยความสะดวก

บ้านพักเรือนไม้ 6 หลัง แต่ละหลังมีห้องนอน 2 ห้อง ห้องน้ำ 2 ห้อง มีน้ำประปาและไฟฟ้า (ไฟฟ้ามีเฉพาะเวลากลางคืนถึง 21.00 น. ไม่อนุญาตให้ประกอบอาหารที่บ้านพัก)

เครื่องนอนประกอบด้วย ที่นอน หมอนและผ้าห่มนวม บ้านพักหลังละ 8 ที่

การเดินทาง

เส้นทางที่ 1 กรุงเทพฯ - จังหวัดสระบุรี - อำเภอสีคิ้ว - จังหวัดชัยภูมิ - อำเภอภูเขียว- อำเภอชุมแพ - อำเภอภูกระดึง - อำเภอสะพุง - จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 560 กิโลเมตร

เส้นทางที่ 2 กรุงเทพฯ - จังหวัดสระบุรี - จังหวัดเพชรบูรณ์ - อำเภอหล่มสัก - อำเภอหล่มเก่า - อำเภอด่านซ้าย - อำเภอภูเรือ - จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 530 กิโลเมตร
การเดินทางจากจังหวัดเลยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงออกเดินทางจากตัวจังหวัดเลยไปตามเส้นทางสายจังหวัดเลย - อำเภอภูเรือ ระยะทาง 36 กิโลเมตร จะถึงบ้านสานตม แล้วแยกซ้ายที่บ้านสามตมไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

สำหรับผู้ที่เดินทางโดยเส้นทางที่ 2 ถ้าไม่เข้าตัวจังหวัดเลย เมื่อเดินทางผ่านอำเภอภูเรือไปตามเส้นทางเข้าจังหวัดเลยได้ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร จะถึงบ้านสามตม แล้วแยกขวาที่บ้านสามตมไปเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

หมายเหตุ

กรมป่าไม้ไม่ให้เข้าไปใช้สถานที่นอกจากจะเข้าไปทำการศึกษาค้นคว้าหรือวิจัยทางด้านวิชาการ

การใช้สถานที่ทางด้านโหล่นแต้ เขตอำเภอวังสะพุงซึ่งจังหวัดเลยดำเนินกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวติดต่อที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

ไร่แสงอรุณ อ.เชียงของ เชียงราย‏

ไร่แสงอรุณ เชียงราย


ที่ตั้ง บนทิวเขาเลียบริมแม่น้ำโขงกึ่งกลางระหว่าง เชียงแสนและเชียงของ หรือจากสนามบินเชียงราย ประมาณ 96 กม
ที่อยู่: เลขที่ 2 หมู่ 3 บ้านผากุบ ตำบล ริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย 57140

ไร่แสงอรุณ Rai Saeng Arun

ณ สถานที่แห่งนี้ ท่านจะได้สัมผัสทัศนียภาพอันตระการตาของแนวเทือกเขาอันซับซ้อน และความยิ่งใหญ่ของลุ่มน้ำโขง ตลอดจนจะได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ ท่านจะได้ชื่นชมวิถีชีวิตของเกษตรกร หรือร่วมมีประสบการณ์ในท้องไร่ ท้องนา เช่น ร่วมทำงานในผืนนา โดยเฉพาะการทำนาในแนวเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งจะได้ชมแปลงสวนผักปลอดสารพิษ ซึ่งผลผลิตจากแปลงเกษตร เราจะนำไปปรุงอาหารให้ท่านได้เลือกรับประทานกันแบบสดๆจากไร่ ซึ่งท่านจะสดชื่นกับความหวานหอมของพืชผักปลอดสารพิษที่สดใหม่ ที่เราแทบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส ในสังคมเมือง

หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ชนบทซึ่งทอดตัวอยู่ในพื้นที่ราบเชิงเขาเหนือริมฝั่งแม่น้ำโขง ณ หมู่บ้านผากุบ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อันเป็นพื้นที่รอยต่อชายแดน ระหว่างประเทศไทย กับสาธารณรัฐประชาชนลาว ไร่แสงอรุณได้ถูกก่อตั้งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่ต้องการผสมผสาน การท่องเที่ยวเชิงเกษตรกับรีสอร์ทเพื่อสุขภาพท่ามกลางธรรมชาติที่แสนสวยงาม

ท่านจะได้พบกับความสวยงามของสถาปัตยกรรมของรีสอร์ทที่พัก ซึ่งจัดสร้างและตกแต่งโดย วัสดุที่เรียบง่ายจากธรรมชาติ โครงสร้างบ้านทำด้วยไม้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้เก่าที่นำมาใช้ใหม่ เพื่อไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หลังคาบ้านมุงด้วยหญ้าคาโดยกรรมวิธีพื้นถิ่นอันเป็นภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองภาคเหนือ ผนังภายนอกของบ้านพัก ก็ได้นำเทคนิคการทำผิวสัมผัสของซิเมนต์ผสมดินมาใช้ เกิดเป็นพื้นผิวอันผสมกลมกลืนของบรรยากาศธรรมชาติ ให้ภาพรวมที่เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ กิจกรรมสำหรับผู้มาพักผ่อนในโครงการได้เลือกใช้บริการ ตามความชอบของแต่ละท่าน


























ประวัติของเกาะเสม็ดแบบย่อๆ ครับ

ประวัติของเกาะเสม็ดแบบย่อๆนะครับ
เกาะเสม็ดในอดีต เมื่อเกือบร้อยปีก่อนไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ จะมีก้อเพียงชาวบ้านที่ไปตัดต้นเสม็ดมาเผาทำถ่านขายและชาวเลที่ไปทำประมงหาปลาเพียงไม่กี่คน เราคงเคยได้ยินวรรณคดีไทยเรื่อง พระอภัยมณีกันมาเป็นอย่างดี อดีตเมื่อสมัยครั้งนั้นก็มีผู้คนรู้จักเกาะเสม็ด ในนามว่า เกาะแก้วพิสดาร ซึ่งมีความสวยงามมากขนาดที่ท่านกวีเอกของไทย อดที่จะกล่าวถึงไว้ในบทกลอนที่ท่านประพันธ์ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งการันตีได้ว่าเกาะเสม็ดมีความสวยงาม และด้วยที่เกาะเสม็ดตั้งอยู่ไม่ห่างจากฝั่งเท่าไรนัก จึงมีนักเดินทางมาเยือนเกาะแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย แต่สิ่งหนึ่งที่เกาะแห่งนี้ไม่เคยเปลี่ยนตัวเองเลยตลอดเวลาที่ยาวนาน คือหาดทรายที่ขาวดังแก้วละเอียดและจะมีเสียงเวลาที่เราก้าวเท้าเดินบนหาดทรายและน้ำทะเลที่ใส่ สีครามตัดกับขอบฟ้า ในวันที่แจ่มใสเกาะแห่งนี้จะสวยงามมาก และประทับใจผู้ที่มาเยือนทุกคน ไม่มีวันลืม
เกาะเสม็ดเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ความเจริญยังก้าวมาไม่ถึง

ผมเองยังจำได้สมัยนั้น เกาะแห่งนี้มีความสงบและยังไม่มีนักเดินทางมาท่องเที่ยวมากนัก ท่าเรือข้ามเกาะมีเพียงแห่งเดียวและต้องรอเรือกันนานกว่าจะได้ออก เพียงแค่ให้ได้ค่าน้ำมันเรือก็พอแล้ว เมื่อเรือได้เวลาออกก็ใช้เวลาไม่นาน เพียงครึ่งชั่งโมงเท่านั้น ยังไม่ทันเมาเรือเราก็จะได้เห็นสะพานไม้เก่าๆที่เรียกว่า หน้าด่านที่ๆคนหลายๆคนต้องขึ้นสะพานที่นี่ เพราะหน้าด่านเป็นชุมชนบนเกาะและหากจะเดินทางไปหาดทรายแก้ว อ่าวไผ่ อ่าวทับทิมก็สามารถต่อรถสองแถวที่นี่ได้ แต่ถนนคงไม่ต้องพูดถึง มันแสนจะทรมานและอาจทำให้คุณเมารถได้ทั้งๆที่นั่งเรือยังไม่ทันเมา และหากไม่ขึ้นที่สะพานหน้าด่าน แล้วจะเลยไปหาดลุงหวังหรือวงเดือนก็ต้องนั่งเรือต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง เมื่อถึงอ่าววงเดือนแล้วก็ต้องลงแพที่มีคนสาวเชือกมารับที่เรือ เชือกจะผูกโยงจากหาดกับสายสมอที่ทอดทิ้งไว้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ทรมานไม่แพ้การนั่งรถบนที่หน้าด่าน เพราะถ้าแพลอยลำอยู่นานเพื่อรอผู้โดยสารลงแพให้ครบ มันจะทำให้เมาคลื่นได้ในเวลาไม่กี่นาที
แต่เมื่อมาถึงเกาะแห่งนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นทางเลือกไหน ความสวยงาม ความสงบ ที่ได้มาเยือนก็จะติดประทับในใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบลงบนพื้นทรายของเกาะเสม็ด วันที่ฟ้าใสๆ แดดแรงๆ หากไม่มีแว่นกันแดดดีๆสักอัน คงต้องหยีตากันทั้งวัน เพราะแสงแดดจะสะท้อนพื้นทรายที่ขาวมาก จนทำให้เราต้องละสายตายไปมองที่ทะเลที่มีเพียงประกายแสงแดดจะดีกว่า และทุกครั้งที่เราเหยียบพื้นทรายจะมีเสียงเท้าบดกับทรายที่ละเอียดทุกก้าวที่เราเดินไป

ที่พักส่วนใหญ่บนเกาะจะเป็นกระท่อมปลูกด้วยไม้ไผ่มุงด้วยแฝกหรือไม่ก็ใบจาก น้ำที่ใช้อาบก็ได้มาจากบ่อที่ขุดลงไปไม่ลึกนัก ต้องใช้แรงหน่อยกับการชำระร่างกายจากไอเค็มของทะเล ไฟฟ้าที่ใช้อยู่ได้มาจากเครื่องปั่นไฟ ที่จะปั่นในช่วง6โมงเย็นจนถึง5ทุ่ม บางที่ยังไม่มีการปั่นไฟใช้ก็จะมีตะเกียงหรือไม่ก็เทียนไว้คอยให้แสงสว่างในเวลากลางคืน ด้วยที่ไม่มีแสงใดมารบกวนในยามค่ำคืนทำให้ดาวดวงเล็กดวงน้อยได้อวดตัวเองบนท้องฟ้าจนแทบจะล้นท้องฟ้าในคืนเดือนแรมทุกครั้ง
อดีตของเกาะแห่งนี้คงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่การที่มีนักท่องเที่ยวมากขึ้นนั้นย่อมทำให้เกาะนี้เสื่อมความงามลงไปบ้าง และคงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องเที่ยวอย่างมีสำนึก คือไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ทิ้งขยะลงทะเลหรือหาดทราย อย่าให้เศษแก้วเศษพลาสติกขยะต่างๆปนไปกับหาดทรายขาวๆเลย ช่วยกันรักษาไว้ สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยๆก็จะคงสภาพไปอีกนาน ไว้ให้พวกเราได้เก็บรูปสวยๆไปไว้ในบันทึกส่วนตัว ดังคำที่ว่า " ฝากไว้เพียงลอยเท้า เก็บไปแค่ภาพถ่าย " แต่สิ่งที่เราต้องเก็บอีกอย่างก็คงเป็นขยะต่างๆที่เราได้ผลิตมันขึ้นระหว่างมาเยือนเกาะแห่งนี้โดยตั้งใจ แค่ไม่ทิ้งชิ้นต่อไป คุณก็มีส่วนช่วยรักษาธรรมชาติของเกาะเสม็ดไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นความสวยงาม ที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้
วันนี้ความเจริญอาจดาหน้าสู่เกาะเสม็ดที่ตามมากับความต้องการของนักท่องเที่ยว แม้กระทั่ง 7-11 ยังมองเห็นอนาคตบนเกาะแห่งนี้ รถสองแถวที่ใหม่สภาพป้ายแดง เรือโดยสารเรือเร็ว เจ็ทสกี แพติดเครื่องยนต์ ถนนหนทางที่ดี ไฟฟ้าและน้ำประปามีให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่พักที่มีความสบายห้องพักติดเครื่องปรับอากาศพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เราคงห้ามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่เกาะเสม็ดในวันวานยังอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนไม่น้อยเสมอมา

ประวัติของเกาะเสม็ดแบบย่อๆ ครับ

ประวัติของเกาะเสม็ดแบบย่อๆนะครับ
เกาะเสม็ดในอดีต เมื่อเกือบร้อยปีก่อนไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ จะมีก้อเพียงชาวบ้านที่ไปตัดต้นเสม็ดมาเผาทำถ่านขายและชาวเลที่ไปทำประมงหาปลาเพียงไม่กี่คน เราคงเคยได้ยินวรรณคดีไทยเรื่อง พระอภัยมณีกันมาเป็นอย่างดี อดีตเมื่อสมัยครั้งนั้นก็มีผู้คนรู้จักเกาะเสม็ด ในนามว่า เกาะแก้วพิสดาร ซึ่งมีความสวยงามมากขนาดที่ท่านกวีเอกของไทย อดที่จะกล่าวถึงไว้ในบทกลอนที่ท่านประพันธ์ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งการันตีได้ว่าเกาะเสม็ดมีความสวยงาม และด้วยที่เกาะเสม็ดตั้งอยู่ไม่ห่างจากฝั่งเท่าไรนัก จึงมีนักเดินทางมาเยือนเกาะแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย แต่สิ่งหนึ่งที่เกาะแห่งนี้ไม่เคยเปลี่ยนตัวเองเลยตลอดเวลาที่ยาวนาน คือหาดทรายที่ขาวดังแก้วละเอียดและจะมีเสียงเวลาที่เราก้าวเท้าเดินบนหาดทรายและน้ำทะเลที่ใส่ สีครามตัดกับขอบฟ้า ในวันที่แจ่มใสเกาะแห่งนี้จะสวยงามมาก และประทับใจผู้ที่มาเยือนทุกคน ไม่มีวันลืม
เกาะเสม็ดเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ความเจริญยังก้าวมาไม่ถึง

ผมเองยังจำได้สมัยนั้น เกาะแห่งนี้มีความสงบและยังไม่มีนักเดินทางมาท่องเที่ยวมากนัก ท่าเรือข้ามเกาะมีเพียงแห่งเดียวและต้องรอเรือกันนานกว่าจะได้ออก เพียงแค่ให้ได้ค่าน้ำมันเรือก็พอแล้ว เมื่อเรือได้เวลาออกก็ใช้เวลาไม่นาน เพียงครึ่งชั่งโมงเท่านั้น ยังไม่ทันเมาเรือเราก็จะได้เห็นสะพานไม้เก่าๆที่เรียกว่า หน้าด่านที่ๆคนหลายๆคนต้องขึ้นสะพานที่นี่ เพราะหน้าด่านเป็นชุมชนบนเกาะและหากจะเดินทางไปหาดทรายแก้ว อ่าวไผ่ อ่าวทับทิมก็สามารถต่อรถสองแถวที่นี่ได้ แต่ถนนคงไม่ต้องพูดถึง มันแสนจะทรมานและอาจทำให้คุณเมารถได้ทั้งๆที่นั่งเรือยังไม่ทันเมา และหากไม่ขึ้นที่สะพานหน้าด่าน แล้วจะเลยไปหาดลุงหวังหรือวงเดือนก็ต้องนั่งเรือต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง เมื่อถึงอ่าววงเดือนแล้วก็ต้องลงแพที่มีคนสาวเชือกมารับที่เรือ เชือกจะผูกโยงจากหาดกับสายสมอที่ทอดทิ้งไว้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ทรมานไม่แพ้การนั่งรถบนที่หน้าด่าน เพราะถ้าแพลอยลำอยู่นานเพื่อรอผู้โดยสารลงแพให้ครบ มันจะทำให้เมาคลื่นได้ในเวลาไม่กี่นาที
แต่เมื่อมาถึงเกาะแห่งนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นทางเลือกไหน ความสวยงาม ความสงบ ที่ได้มาเยือนก็จะติดประทับในใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบลงบนพื้นทรายของเกาะเสม็ด วันที่ฟ้าใสๆ แดดแรงๆ หากไม่มีแว่นกันแดดดีๆสักอัน คงต้องหยีตากันทั้งวัน เพราะแสงแดดจะสะท้อนพื้นทรายที่ขาวมาก จนทำให้เราต้องละสายตายไปมองที่ทะเลที่มีเพียงประกายแสงแดดจะดีกว่า และทุกครั้งที่เราเหยียบพื้นทรายจะมีเสียงเท้าบดกับทรายที่ละเอียดทุกก้าวที่เราเดินไป

ที่พักส่วนใหญ่บนเกาะจะเป็นกระท่อมปลูกด้วยไม้ไผ่มุงด้วยแฝกหรือไม่ก็ใบจาก น้ำที่ใช้อาบก็ได้มาจากบ่อที่ขุดลงไปไม่ลึกนัก ต้องใช้แรงหน่อยกับการชำระร่างกายจากไอเค็มของทะเล ไฟฟ้าที่ใช้อยู่ได้มาจากเครื่องปั่นไฟ ที่จะปั่นในช่วง6โมงเย็นจนถึง5ทุ่ม บางที่ยังไม่มีการปั่นไฟใช้ก็จะมีตะเกียงหรือไม่ก็เทียนไว้คอยให้แสงสว่างในเวลากลางคืน ด้วยที่ไม่มีแสงใดมารบกวนในยามค่ำคืนทำให้ดาวดวงเล็กดวงน้อยได้อวดตัวเองบนท้องฟ้าจนแทบจะล้นท้องฟ้าในคืนเดือนแรมทุกครั้ง
อดีตของเกาะแห่งนี้คงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่การที่มีนักท่องเที่ยวมากขึ้นนั้นย่อมทำให้เกาะนี้เสื่อมความงามลงไปบ้าง และคงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องเที่ยวอย่างมีสำนึก คือไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ทิ้งขยะลงทะเลหรือหาดทราย อย่าให้เศษแก้วเศษพลาสติกขยะต่างๆปนไปกับหาดทรายขาวๆเลย ช่วยกันรักษาไว้ สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยๆก็จะคงสภาพไปอีกนาน ไว้ให้พวกเราได้เก็บรูปสวยๆไปไว้ในบันทึกส่วนตัว ดังคำที่ว่า " ฝากไว้เพียงลอยเท้า เก็บไปแค่ภาพถ่าย " แต่สิ่งที่เราต้องเก็บอีกอย่างก็คงเป็นขยะต่างๆที่เราได้ผลิตมันขึ้นระหว่างมาเยือนเกาะแห่งนี้โดยตั้งใจ แค่ไม่ทิ้งชิ้นต่อไป คุณก็มีส่วนช่วยรักษาธรรมชาติของเกาะเสม็ดไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นความสวยงาม ที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้
วันนี้ความเจริญอาจดาหน้าสู่เกาะเสม็ดที่ตามมากับความต้องการของนักท่องเที่ยว แม้กระทั่ง 7-11 ยังมองเห็นอนาคตบนเกาะแห่งนี้ รถสองแถวที่ใหม่สภาพป้ายแดง เรือโดยสารเรือเร็ว เจ็ทสกี แพติดเครื่องยนต์ ถนนหนทางที่ดี ไฟฟ้าและน้ำประปามีให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่พักที่มีความสบายห้องพักติดเครื่องปรับอากาศพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เราคงห้ามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่เกาะเสม็ดในวันวานยังอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนไม่น้อยเสมอมา

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

ถนนคนเดินบางแสน‏ ชลบุรี

ถนนคนเดินบางแสน ชลบุรี

หาดบางแสน อยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 14 กิโลเมตร แยกขวาจากถนนสุขุมวิท ตรงหลัก กม. 104 เข้าไป 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยที่มีชื่อเสียงมาช้านาน มีถนนตัดเลียบชายหาด ซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านอาหารและที่พัก มีเก้าอี้ผ้าใบสำหรับพักผ่อนรับประทานอาหารใต้ร่มเงาทิวมะพร้าว มีห่วงยางว่ายน้ำ บาบาน่าโบ๊ต จักรยานให้เช่า และห้องอาบน้ำจืด

ทุกวันหยุดจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทย เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯจึงสามารถมาเที่ยวแบบเช้าไป-เย็นกลับได้

การเดินทางจากกรุงเทพฯ มีรถโดยสารสายกรุงเทพฯ-บางแสน ออกจากสถานีขนส่งเอกมัยทุกวัน หรือ ขึ้นรถสายกรุงเทพฯ-ชลบุรี ลงที่สี่แยกเฉลิมไทยในตัวเมืองชลบุรีแล้วต่อรถสองแถวไปยังหาดบางแสน

“ถนนคนเดินบางแสนคึกคัก” เด็กและเยาวชนดีใจได้แสดงความสามารถ ประชาชนหวั่นธุรกิจผู้ใหญ่แฝงผลประโยชน์เด็ก ผู้จัดงานแจงคนเยอะดูแลยาก นักสังคมสงเคราะห์ชี้ ไม่ผิดกฎหมายหากเด็กเต็มใจเนื่องจากถนนคนเดินบางแสน กำลังเป็นที่นิยมของเด็กและเยาวชนในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงพื้นบ้าน การเล่นดนตรีไทย หรือการประดิษฐ์ของต่างๆ มาขาย เป็นการเปิดพื้นที่ในการทำกิจกรรมหรือการเปิดหมวก เพื่อส่งเสริมให้เด็กแสดงความสามารถและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แต่มีคนบางกลุ่มที่แอบแฝงใช้เด็กเป็นช่องทางในการหารายได้และสร้างผล ประโยชน์เข้าตนเอง

ถนนคนเดินบางแสน

เทศบาลเมืองแสนสุข ได้จัดโครงการถนนคนเดินบางแสน ขึ้นทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 17.30 – 23.00 น.บริเวณแหลมแท่น บางแสน ชลบุรี
ภายในงานท่านจะได้พบกับ สินค้าแฮนด์เมค
สินค้าแฟชั่นที่ทันสมัย
งานศิลปะจากนักเรียน
นักศึกษา
ผลิตภัณฑ์จากโรงงานและอาหารเลิศรส
พร้อมทั้งชมการแสดงโชว์ต่างๆบนท้องถนนจาก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และความบันเทิงบนเวทีจากตลกและศิลปิน นักร้องชื่อดัง
ร่วมสัมผัสกับงานถนนคนเดินบางแสน ได้ในทุกๆวันศุกร์และวันเสาร์นะครับ
























สินค้ารวม